บทที่ 11 เลขา สาวใช้ และเมียเถื่อน (07)
“คุณพยัคฆ์” มือเล็กจิกเล็บลงที่แผ่นหลังกว้าง
“รัมภา” ยกมือหนาลูบแก้มระเรือช้าๆ และความปรารถนาก็กำลังจะทำให้พยัคฆ์แทบคลั่ง รู้สึกติดใจกับรสสวาทของเพียงรัมภามากขึ้นไปทุกที จนเข้าขั้นเสพติดเลยก็ว่าได้
“หยุดทรมานรัมภาเสียที” เมื่อร่างกำยำยังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า หญิงสาวตัวเล็กอย่างเพียงรัมภาก็ไม่อาจทนทานไหว หัวใจและร่างกายกำลังต้องการพยัคฆ์อย่างมากล้นและรู้สึกอับอายยิ่งนักที่ร่างกายเริ่มทรยศ โอนอ่อนตามบทรักของชายหนุ่ม
ความทุกข์ทรมานที่สุมอยู่ในอก ความเจ้าคิดเจ้าแค้น ผูกจิตพยาบาททำให้พยัคฆ์ดิ่งตัวลงสู่ก้นบึ้งของวังวนการเกลียดชัง การแก้แค้นที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพบเจอกับจุดหมายปลายทาง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฆาตกรร้ายจะมอดไหม้จนดับสิ้น แต่ไม่ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหน เขาก็จะรอ รออย่างมีความหวังและจะทรมานเพียงรัมภาไปพลางๆ
คนตัวเล็กนอนนิ่งน้ำตาไหล ร่างกายก็เริ่มสั่นไหวอีกหนเมื่อพยัคฆ์ขับเคลื่อนร่างกายเข้าหาด้วยความปรารถนา แต่ไม่รุนแรง ไม่นานนักก็ส่งเสียงครางกระเส่าดังลั่นเมื่อทั้งสองพบกับความรู้สึกที่ลึกล้ำ
ความอับอายพ้นผ่านไปเมื่อร่างหนายันกายลุกขึ้นและก้าวฉับๆ ออกไปจากห้องอันคับแคบซึ่งตอนนี้กำลังท่วมท้นไปด้วยน้ำตา ร่างเล็กซึ่งจมกับพิษไข้ทำได้เพียงแค่พลิกกายหันหลังหนีความอัปยศ หล่อนอยากจะร้องถามเขาเสียจริงว่า ความแค้นที่อยู่ในหัวใจสีดำนั้นคืออะไรและมีสาเหตุมาจากใคร ก่อนที่ดวงตาคู่ใสจะปิดสนิทลง
ดวงตาคมกริบ แววตากร้าวจัดกำลังกวาดตามองไปรอบๆ ซึ่งพบแต่เพียงน้อย สาวใช้จอมจุ้นจ้านเท่านั้นที่กำลังก้มหน้าก้มตาและลุกลี้ลุกลนทำให้ชวนสงสัย ก่อนที่จะต้องสงสัยขึ้นอีกเมื่อไม่พบใครอีกคนซึ่งปกติต้องมาร่วมโต๊ะทานอาหารกับเขา
“น้อย” พยัคฆ์เรียกเสียงเข้ม
“คะ…คะคุ…คุณพยัคฆ์” น้อยตกใจพูดตะกุกตะกัก แววตาฉายชัดว่ากลัวแสนกลัว
“ทำไมต้องลนลานขนาดนั้น แล้วเพียงรัมภาหายไปไหน” ร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งเพื่อเฝ้ารอคำตอบจากสาวใช้จอมจุ้น แต่น้อยกลับมีท่าทางลนลานมากขึ้นแถมยังทำท่าทางจะวิ่งหนี “น้อย ฉันถามว่า เพียงรัมภาไปไหน ทำไมวันนี้ไม่อยู่รับใช้” เสียงที่เข้มข้นทำให้หัวใจของน้อยตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“คะ…คุณรัมภาไม่สบายค่ะ นอนซมอยู่ยังไม่ได้สติเลย” น้อยยกมือท่วมหัวด้วยความกลัว ร่างก็สั่นเทา
“แล้วนาคินล่ะน้อยหายไปไหน” เท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาประชิดตัวของสาวใช้ ก่อนที่จะใช้มือแตะที่หัวไหล่ ซึ่งทำให้น้อยยิ่งกลัวลนลาน
“คุณคินปะ…ไปซื้อยาให้คุณรัมภาค่ะ”
“นาคินไปซื้อยาให้รัมภาอย่างนั้นหรือ” ถึงกับกัดฟันกรอดที่คนของตนเองผันเปลี่ยนเริ่มแปรพักตร์ไปเป็นพวกของเพียงรัมภา มือหนากำหมัดเข้าหากัน ใบหน้าตึง “งั้นฉันฝากถามนาคินด้วยละกัน ว่าตกลงมันเป็นคนของใคร” จากนั้นเท้าหนาก็เดินปึงปังออกไป
รถลัมโบร์กีนีทะยานออกจากโรงจอดรถด้วยความเร็วรวด มือกำพวงมาลัยรถแน่น ใบหน้าบ่งบอกได้ว่ากำลังมีความไม่พอใจอยู่เต็มอก ไม่ชอบใจเลยสักนิดที่คนของตนเองเริ่มหันเหแปรพักตร์ไปเข้าข้างและเห็นใจต่อเพียงรัมภาพร้อมกับมุ่งหน้าสู่บริษัทด้วยอารมณ์ที่แปรปรวนยิ่งกว่าพายุทอร์นาโด
ถุงยาสีขาวถูกถืออยู่ในมือของนาคิน เท้าหนักมุ่งตรงไปยังห้องพักแสนคับแคบของนายหญิง ภายในหัวใจก็แอบสงสารผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้เสียเหลือเกินที่ต้องมาเจอะเจอกับคนซึ่งเต็มไปด้วยความแค้นเช่นพยัคฆ์ เจ้านายสุดเคารพของตนเอง
แม้จะร่างเล็กแต่หัวใจดวงน้อยกล้าแกร่งจนนาคินนับถือ แววตากร้าวกระด้างซึ่งมองไปยังพยัคฆ์ ทำให้นาคินรับรู้อยู่ไม่น้อยว่า หญิงสาวคงเกลียดชังเจ้านายของตนเองมากเช่นกัน ทว่ามีสิ่งที่ทำให้หล่อนต้องอดทน และก็ยิ่งทำให้เขาแสนสงสารและเห็นใจต่อภรรยาเถื่อนของเจ้านาย
“แย่แล้วคุณนาคิน แย่แน่ๆ เลย” เมื่อเห็นคนอารมณ์ดี ไม่โมโหร้ายเดินเข้ามา น้อยก็รีบวิ่งแจ้นเข้ามาหาด้วยสีหน้าตระหนกปนหวาดกลัว
“อะไรกันน้อย แย่แล้วอะไรกัน” ขมวดคิ้วขึ้นสูงและมีใบหน้าสงสัย
“ก็คุณพยัคฆ์น่ะสิคะเอาเราตายแน่ๆ คุณคินกับน้อยต้องไม่รอดแน่ๆ เลย” น้อยบอกด้วยความกลัว สีหน้าไร้รอยยิ้ม แบกเอาไว้แต่ความขยาด ใบหน้าก็ฉายชัดว่าทั้งกลัวตกงานทั้งกลัวอำนาจของเจ้านาย
“คุณพยัคฆ์รู้เรื่องแล้วหรือน้อย” นาคินถามหน้าเรียบเฉย ไม่ค่อยจะหวาดเกรงเฉกเช่นน้อย แถมยังส่งรอยยิ้มหวานไปให้คนซึ่งกลัวจนตัวสั่นอีกด้วย เพราะชายหนุ่มรู้ดีว่า พยัคฆ์ก็คงแค่ดุและตักเตือนตนเองนิดหน่อย เนื่องจากเขาและเจ้านายรักกันเหมือนดั่งพี่น้อง
“ใช่น่ะสิคะ แถมคุณพยัคฆ์ยังฝากถามคุณคินอีกว่า ตกลงว่าคุณคินเป็นลูกน้องของใคร”
“ไม่ต้องกลัวไปหรอกน้อย คุณพยัคฆ์ไม่ทำอะไรเราหรอก เชื่อฉันสิอย่างน้อยเราก็แค่โดนดุก็เท่านั้นล่ะ” นาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้ม “ฉันว่าน้อยยกข้าวต้มไปให้คุณรัมภาดีกว่า ไปเดี๋ยวฉันจะไปดูคุณรัมภาก่อน” จากนั้นนาคินก็สาวเท้าไปยังห้องของเพียงรัมภา
